ยินดีต้อนรับสู่กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ห้อง รปศ. 502

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

การทำพินัยกรรม...ดีอย่างไร?

............เป็นการแสดงเจตนาว่าเมื่อเราตายทรัพย์สินของเราทั้งหมดจะมอบให้ใคร(ทรัพย์สินนะค่ะไม่ใช่หนี้สิน อิอิ)และการทำพินัยกรรมนั้นกฎหมายมิได้กำหนดไว้ว่าทรัพย์สินทั้งหมดจะยกให้ได้เฉพาะทายาทเท่านั้นแต่ที่จริงแล้วผู้ใดก็ได้แล้วแต่เราอย่างเช่นให้กับหมอที่รักษาดูแลเราอยู่ก็ได้หรือแม่บ้านคนสวนแล้วแต่เรา
ตัวอย่างค่ะ
นาย1มีทรัพย์สินทั้งหมด10ล้านบาท และมีบ้าน1หลัง รถยนตร์2คัน และนาย1ยังมีลูก2คนคือ นางนกกับนางน้อย เมื่อนาย1ตายนาย1ได้ทำพินัยกรรมโดยยกบ้านให้นางนกและแบ่งเงินคนละครึ่งให้กับนางน้อยคนละ5ล้าน ส่วนนางน้อยได้รถยนตร์2คนและเงินจำนวน5ล้านทรัพย์สินทั้งหมดถูแบ่งตามที่นาย1ได้เขียนไว้ในพินัยกรรมเมือนาย1ตายทรัพย์สินทั้งหมดก็ได้ถูจัดแบ่งเป็นที่เรียบร้อย
...........การทำพินัยกรรมเป็นสิ่งที่ดีเพราะเมื่อเราตายไปทรัพย์สินของเราก็เอาไปไม่ได้เราก็ต้องเก็บไว้ให้คนข้างหลังไว้ใช้การทำพินัยกรรมเป็นสิ่งที่ดีลูกหลานเราจะได้ไม่ลำบางนักและไม่ต้องมาฆ่ากันเพื่อแย่งสมบัติที่ไม่ได้มีการแบ่งที่ชัดเจนและตามกฎหมายกำหนด
...........เมื่อผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตายแล้ว มรดกก็ย่อมตกแก่ทายาท ทายาทมีสองประเภท ทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมายเรียก” ว่าทายาทโดยธรรม” และทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรมก็เรียกว่า “ ผู้รับพินัยกรรม ” ก็จะได้ไปซี่งทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตายตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆเว้นแต่ตามกฎหมายถือว่าโดยสภาพแล้ว เป็นการเฉพาะตัวผู้ตายโดยแท้ ก็หมายความว่า หากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว เจ้ามรดกก็จะมีทรัพย์สิน หรือ หนี้สิน หรือสิทธิหน้าที่ต่างๆอยู่อย่างไร เมื่อเจ้ามรดกได้ยกทรัพย์มรดกให้แก่ ผู้รับพินัยกรรม ก็ย่อมต้องรับไปทั้งทรัพย์สิน หรือหนี้สิน ต่างๆ ของเขาด้วย แต่ทั้งนี้ ผู้รับพินัยกรรมที่ถูกระบุว่าให้เป็นผู้รับทรัพย์มรดก ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่จะรับอย่างเดียว ดูให้ดีนะค่ะว่าเขามีหนี้สินติดค้างอยู่ไหม หากมีก็ต้องรับไปจัดการชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ด้วยคะ
เสาวภาคย์ แซ่หลี รปศ 502 เลขที่ 39

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

ทำพินัยกรรมเสียเถิด

--------พินัยกรรม หลายคนคงรู้จักคำนี้ดี แต่อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องที่ใกลตัว ข้าพเจ้าเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะในครอบครัวก็ไม่ได้มีทรัพย์สินอะไรมากมาย ถึงขนาดต้องเขียนพินัยกรรมแบ่งทรัพย์สิน แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปคำว่า เงินไม่เข้าใครออกใคร ดูท่าจะจริง เพราะมีหลายครอบครัวที่ญาติพี่น้องต้องมาทะเลาะกันเองเพราะเรื่องแย่งสมบัติ

--------เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของผู้นั้นจะตกทอดแก่ทายาท คือตกให้แก่ บุตร ภรรยาหรือสามี และบิดามารดาของผู้ตาย อย่างไรก็ดีก่อนที่ผู้นั้นตายเขาอาจทำ พินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ใครก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นทายาทผู้มีสิทธิ์ในมรดก สำหรับ แบบของพินัยกรรม มี 5 แบบ คือ

--------1.--แบบธรรมดา เป็นแบบที่นิยมทำที่สุด พินัยกรรมแบบนี้จะให้คนอื่นเขียนให้หรือใช้พิมพ์ดีด โดยพินัยกรรมที่ทำต้องลงวันที่ เดือน ปี ใน วันที่ทำพินัยกรรม และเจ้าของมรดกต้องเซ็นท้ายพินัยกรรมต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คน และพยานต้องลงรายชื่อรับรองลายมือผู้ทำพินัยกรรมนั้นด้วย

--------2.--แบบเขียนเองทั้งฉบับ เจ้าของมรดกจะต้องเขียนขึ้นด้วยตนเองเท่านั้น จะให้ผู้อื่นเขียนแทนไม่ได้ ต้องระบุ วัน เดือน ปี และลายเซ็นของตนเองลงไปด้วย

--------3.--แบบเอกสารฝ่ายเมือง ผู้ทำพินัยกรรมต้องแจ้งความประสงค์ด้วยตนเองต่อนายอำเภอ และต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คน จากนั้นนายอำเภอจะจดข้อความพินัยกรรมลงไว้ และจะอ่านให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟัง เมื่อข้อความถูกต้องเรียบร้อย ผู้ทำพินัยกรรมและพยานก็ลงชื่อไว้ จากนั้นนายอำเภอจะลงวันที่ เดือน ปี และลงลายมือชื่อไว้ แล้วเขียนบอกว่าพินัยกรรมที่ทำขึ้นนั้นถูกต้องทั้งหมด แล้วประทับตราตำแหน่งนายอำเภอเป็นอันเรียบร้อย

--------4.--แบบเอกสารลับ ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนพินัยกรรมด้วยตนเอง หรือให้ผู้อื่นเขียนแทนก็ได้ และต้องลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมไว้ด้วย ปิดผนึกพินัยกรรม แล้วนยำไปที่ว่าการอำเภอ ยื่นต่นายอำเภอและพยานอย่างน้อย 2 คน และแจ้งความจำนงต่อนายอำเภอและพยานว่าตนเป็นผู้เขียนเอง หรือถ้าให้ผู้อื่นเขียนให้ จะต้องบอกชื่อและที่อยู่ผู้เขียนให้ทราบ เมื่อนายอำเภอจดถ้อยคำและวัน เดือน ปี ที่ได้ทำพินัยกรรมไว้บนซอง แล้วก็ประทับตราตำแหน่งและลายมือชื่อบนซอง พร้อมกับผู้ทำพินัยกรรมและพยานด้วย

--------5.--แบบทำด้วยวาจา ในกรณีที่ตกอยู่ในอันตรายใกล้เสียชีวิต ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้ทำด้วยวาจาได้ โดยแสดงเจตนาทำพินัยกรรมต่อหน้า พยานอย่างน้อย 2 คน แล้วพยานทั้งสองนั้นจะต้องไปแสดงตนต่อนายอำเภอ แล้วแจ้งขอทำพินัยกรรม และพฤติกรรมพิเศษด้วย นายอำเภอจะจดข้อความนั้นไว้ แล้วพยานทั้ง 2 คนลงลายมือชื่อหรือถ้าลงลายนิ้วมือต้องมีพยานเพิ่มขึ้นอีก 2 คน เพื่อรับรองลายนิ้วมือด้วย

หากพินัยกรรมที่ทำขึ้นมามีการขูด ลบ ตก เต็ม หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไข ซึ่งจะทำให้พินัยกรรมนั้นไม่สมบูรณ์ หากพินัยกรรมที่เขียนขึ้นเป็น แบบธรรมดา จะต้องลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คน และพยานต้องลงลายมือชื่อด้วย ถ้าเป็นแบบเขียนเองต้องลงลายมือชื่อกำกับไว้ทุกแห่ง ถ้าเป็นเอกสารฝ่ายเมืองทำโดยพยานและนายอำเภอเป็นคนลงลายมือชื่อกำกับ ส่วนแบบเอกสารลับผู้ทำพินัยกรรมเป็นคนลงลายมือชื่อกำกับไว้

จะเห็นได้ว่าการทำพินัยกรรมนั้นมีหลายแบบ สามารถทำได้ไม่ยาก ดังนั้นถึงแม้จะมีทรัพย์สินเพียงเล็กน้อย ก็ควรทำพินัยกรรมไว้ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ ถ้าไม่อยากให้ลูกหลานมีปัญหาเรื่องแย่งมรดกตามมาภายหลัง

ผู้จัดทำ นางสาวเสาวภา รปศ. 502

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

สิทธิการขอมีบุตรบุญธรรม

ข้อกำหนดของการรับบุตรบุญธรรม
.....1..ผู้ที่ขอรับบุตรบุญธรรมได้นั้นจะต้องมีอายุ 25 ปีขึ้นไป และจะต้องมีอายุห่างกับบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15ปี
.....2. ต้องได้รับความยินยอมของบุตรบุญธรรม ข้อสังเกตุ
..........(1) เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ไม่ต้องได้รับการยินยอมจากเด็ก
..........(2) เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปต้องได้รับความยินยอมจากเด็ก
.....3.ต้องได้รับความยินยอมของบิดามารดา บุตรจะไปเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาของผู้เยาว์ด้วย (มาตรา ๑๕๙๘/๒๑)
.....4..ความยินยอมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม ผู้รับบุตรบุญธรรมจะต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสนั้นก่อน ไม่เช่นนั้นการรับบุตรบุญธรรมจะไม่สมบูรณ์ ข้อสังเกตุ หากคู่สมรสไม่อาจให้ความยินยอมได้ การรับบุตรบุญธรรมต้องมีคำสั่งศาลที่อนุญาตให้มีการรับบุตรบุญธรรมแทนการให้ความยินยอมของคู่สมรสนั้นตัวอย่างเช่น นาย เอ มีภรรยาชื่อ นาง บี แล้วต่อมานาย เอ ต้องการรับหลานชายซึ่งเป็นลูกของนาย ซี ซึ่งได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ยังมีแม่ของ ด.ช. แอฟ ซึ่งเป็นภรรยาของนาย ซี เมื่อนาย เอ ต้องการให้ด.ช. แอฟ มาเป็นบุตรบุญธรรมนั้น นาย เอจะต้องได้รับความยินยอมจากแม่ของ ด.ช. แอฟ ก่อน และนายเอ ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรส คือ นางบีด้วย
ข้อสังเกตุ
.........(1) คู่สมรสนั้นจะต้องเป็นคู่สมรสที่ตามกฎหมายกำหนด
.........(2) บุตรบุญธรรมจะต้องได้รับสิทธิเท่าเทียมกันเสมือนเป็นบุตรที่แท้จริง
สุวรรณา นาฮัมผล รปศ. 502

หนี้สินสามีภริยา

หนี้สินสามีภริยา
ตัวอย่าง
สมมุติว่านางเขียวและนายดำมีโครงการจะแต่งงานเป็นสามีภริยากันในไม่ช้า แต่ทั้งสองคนต่างประกอบธุรกิจด้วยกันทั้งคู่ ถ้านางเขียวจะจดทะเบียนสมรสกับนายดำ ในวันข้างหน้าหลังจากแต่งงานกันภาวะเศรษฐกิจเกิดที่ย่ำแย่ หรือวันข้างหน้านางเขียวและนายดำได้กู้หนี้สินก่อนจดทะเบียนสมรส ก่อนเป็นสามีภริยากันนั้น จะมีผลเป็นหนี้ส่วนตัวหรือหนี้รวมระหว่างนางเขียวและนายดำได้อย่างไร
- หนี้ก่อนสมรส กรณีที่ชายหรือหญิงไปเป็นหนี้กับบุคคลภายนอก แต่ละฝ่ายก็ต้องรับผิดใช้ที่ตนเป็นผู้ก่อ ขึ้นมาเป็นการส่วนตัว
- หนี้ในระหว่างสมรส โดยหลักแล้ว คู่สมรสฝ่ายใดเป็นผู้ก่อหนี้ขึ้น หนี้ที่เกิดขึ้นก็เป็นหนี้ส่วนตัวของฝ่ายนั้น แต่ละฝ่ายต้องรับผิดชอบกันเองเป็นการส่วนตัว เว้นแต่จะเป็นหนี้ร่วมกันหรือที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นหนี้ร่วมกันแล้วจึงจะรับผิดชอบร่วมกัน
1. ถ้ากรณีมีหนี้ก่อนการสมรสไม่ว่าจะเป็นนางเขียวหรือนายดำต้องต่างรับผิดชอบหนี้ของตนเองเป็นการส่วนตัวยกเว้นหนี้ร่วมกันเว้นแต่เป็นหนี้ร่วม
2. ถ้าเป็นกรณีหนี้ในระหว่างสมรสเป็นผู้ก่อหนี้ขึ้น หนี้ที่เกิดขึ้นก็เป็นหนี้ส่วนตัวของฝ่ายนั้น แต่ละฝ่ายต้องรับผิดชอบกันเอง
สำหรับหนี้ที่กฎหมายบัญญัติให้ถือเป็นหนี้ร่วมกันระหว่างสามีภริยานั้น จะมีผลทำให้ แม้จะมีชื่อคู่สมรส ฝ่ายใดเป็นลูกหนี้ฝ่ายเดียว แต่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายต้องรับผิดร่วมกันมี
โดย เสาวภาคย์ แซ่หลี รปศ 502 เลขที่ 39

การสมรส

..........การสมรส หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกกันว่า "แต่งงาน" ก็คือ การที่ชายหญิง 2 คน ตกลงปลงใจที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันฉันสามีภริยา การแต่งงานถือเป็นการเริ่มต้นสำหรับการใช้ชีวิตคู่ที่ถูกต้องและสมบูรณ์ การที่จะแต่งงานกันได้นั้น ทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายต้องเห็นพ้องต้องกันและอยู่ในวัยอันพอเหมาะสมควร มีหน้าที่การงานที่ดีที่จะพาครอบครัวให้อยู่รอดได้ ประเพณีและวัฒนธรรมของการแต่งงานนั้น แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น และเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เหตุผลหลักๆ ที่คนเราแต่งงานกัน ก็คือ คน 2 คน รักกัน อยากใช้ชีวิตร่วมกัน ทั้งนี้ ทั้งนั้นอาจจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ประเพณีไทยรวมอยู่ด้วย บ้างก็แต่งกันเพื่อความมั่นคง บ้างก็แต่งกันเพื่อความต้องการของใครสักคน อาจเป็นพ่อหรือแม่ หรือแม้แต่บางครั้งก็แต่งงานเพียงเพื่อความถูกต้อง การแต่งงาน คือ พิธีกรรมที่สำคัญที่สุดแห่งชีวิตรักที่จัดขึ้นท่ามกลางความยินดีปรีดาของคู่รักและสักขีพยานเพื่อประกาศความเป็น สามี-ภรรยา กัน ในงานพิธีนั้น ว่าที่สามีจะเรียกว่า เจ้าบ่าว ส่วนว่าที่ภรรยาเรียกว่า เจ้าสาว เรียกรวมกันเป็น คู่บ่าวสาว
...........การแต่งงานนั้น ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่สำคัญ เป็นสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนใฝ่ฝันอยากจะมี แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้น ก็คือ การที่คน 2 คนจะใช้ชีวิตคู่อย่างไรให้มีความสุขและยาวนานอย่างไรก็ตาม การแต่งงานคือการตัดสินใจของคนสองคน การจะมีความสุขหรือไม่นั้นก็ขึ้นกับคนเพียงสองคนที่จะมีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจกันมากน้อยเพียงใด
จัดทำโดย เสาวภา รปศ. 502

วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552

KFG 502

สิทธิที่จะตาย (ข้อโต้แย้งในสังคมไทย)

........การตื่นตัวเรื่องสิทธิการตายในสังคมไทยกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น จะเห็นว่า ปัจจุบันมีกลุ่มต่างๆ เกิดขึ้นหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มพุทธิกา ที่ประกอบด้วยสมาชิกจากหลากกลุ่มอาชีพที่สนใจการดูแลผู้ป่วยวาระสุดท้ายในมิติ กาย-จิต-สังคมมากขึ้น และเห็นว่า การแพทย์แบบประคับประคอง ให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายเผชิญกับการเจ็บปวดทรมานน้อยที่สุดเป็นสิ่งที่การแพทย์สมัยใหม่ควรศึกษาอย่างรอบคอบสิทธิการตาย มาตรา 24 ระบุไว้ว่า “บุคคล มีสิทธิแสดงความจำนงเกี่ยวกับวิธีการรักษาพยาบาลหรือปฏิเสธการรักษาที่เป็นไปเพื่อการยืดชีวิตในวาระสุดท้ายในชีวิตของตนเอง เพื่อการตายอย่างสงบและมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์”
........โดยมีคำชี้แจงว่าเพื่อให้บุคคลมีสิทธิเลือกตายอย่างสงบ และมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ในบั้นปลายของชีวิต โดยไม่ยืดชีวิต หรือถูกแทรกแซงการตายเกินความจำเป็น และเพื่อไม่ให้เป็นภาระทุกๆ ด้าน โดยให้มีสิทธิแสดงความจำนงล่วงหน้า ในร่างพ.ร.บ. นี้ ไม่ได้กล่าวถึงการให้แพทย์มีสิทธิ์ฆ่าผู้ป่วยด้วยความสงสาร (การุณยฆาต) และไม่ได้กล่าวถึงการให้แพทย์ช่วยให้ผู้ป่วยฆ่าตัวตายด้วยการจัดหาอุปกรณ์ปลิดชีพให้ผู้ป่วย มาตรา 10 ระบุว่า ‘บุคคล มีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน’

บทสรุป สำหรับสิทธิการตาย
ประมวลแนวคิดหลักว่าด้วยวาระสุดท้ายแห่งชีวิตและสิทธิการตาย รวม 3 มิติ ได้แก่
........1. มิติด้านชีวการแพทย์ ซึ่งให้ความสำคัญกับกลไกการทำงานทางกายภาพเป็นหลัก แยกความตายและร่างกายออกจากกัน
........2. มิติด้านกาย-จิต-สังคม ให้ความสำคัญด้านจิตใจ ครอบครัว ให้โอกาสผู้ป่วยและครอบครัวมีส่วนร่วมในกระบวนการรักษาด้วย โดยมีมาตรการทางการแพทย์ให้การช่วยเหลือ เพื่อจัดการกับความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย
........3. มิติด้านจิตวิญญาณ ให้ความสำคัญว่าชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่มีอะไรเป็นตัวตนถาวรและความตายไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง
.........ดังนั้นมิติการมองชีวิตและความตาย สังคมไทยอาจมีแนวทางปฏิบัติเรื่องวาระสุดท้ายแห่งชีวิตและสิทธิการตายได้ตรงและสอดคล้องกับกระบวนการและหลักประกันความมั่นคงแห่งมนุษยชาติได้อย่างลงตัว ไม่เกิดความขัดแย้งระหว่างวิทยาศาสตร์และจริยศาสตร์และให้พิจารณาทุกอย่างเป็นอนิจจัง การเลือกที่จะตายเมื่อเผชิญกับภาวะสุดท้ายแห่งชีวิตควรถือหลักปัจจัยเหตุประการใดบ้างที่ทำให้คนที่จากไปก็สงบและมีศักดิ์ศรี ในขณะที่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่รู้สึก “สูญเสีย” สิ่งที่เป็นที่รัก หรือ “สิ้นสุดภาระ“ ที่จะดูแล เพราะความรู้สึกทั้งสองประการนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และมีนัยต่อการยอมรับ “การุณยฆาต” ในสังคมไทยอย่างยิ่ง

จัดทำโดย
นางสาวสุวรรณา นาฮัมผล รปศ.502