--------“ พินัยกรรม ” หลายคนคงรู้จักคำนี้ดี แต่อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องที่ใกลตัว ข้าพเจ้าเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะในครอบครัวก็ไม่ได้มีทรัพย์สินอะไรมากมาย ถึงขนาดต้องเขียนพินัยกรรมแบ่งทรัพย์สิน แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปคำว่า “เงินไม่เข้าใครออกใคร” ดูท่าจะจริง เพราะมีหลายครอบครัวที่ญาติพี่น้องต้องมาทะเลาะกันเองเพราะเรื่องแย่งสมบัติ
--------เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของผู้นั้นจะตกทอดแก่ทายาท คือตกให้แก่ บุตร ภรรยาหรือสามี และบิดามารดาของผู้ตาย อย่างไรก็ดีก่อนที่ผู้นั้นตายเขาอาจทำ พินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ใครก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นทายาทผู้มีสิทธิ์ในมรดก สำหรับ แบบของพินัยกรรม มี 5 แบบ คือ
--------1.--แบบธรรมดา เป็นแบบที่นิยมทำที่สุด พินัยกรรมแบบนี้จะให้คนอื่นเขียนให้หรือใช้พิมพ์ดีด โดยพินัยกรรมที่ทำต้องลงวันที่ เดือน ปี ใน วันที่ทำพินัยกรรม และเจ้าของมรดกต้องเซ็นท้ายพินัยกรรมต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คน และพยานต้องลงรายชื่อรับรองลายมือผู้ทำพินัยกรรมนั้นด้วย
--------2.--แบบเขียนเองทั้งฉบับ เจ้าของมรดกจะต้องเขียนขึ้นด้วยตนเองเท่านั้น จะให้ผู้อื่นเขียนแทนไม่ได้ ต้องระบุ วัน เดือน ปี และลายเซ็นของตนเองลงไปด้วย
--------3.--แบบเอกสารฝ่ายเมือง ผู้ทำพินัยกรรมต้องแจ้งความประสงค์ด้วยตนเองต่อนายอำเภอ และต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คน จากนั้นนายอำเภอจะจดข้อความพินัยกรรมลงไว้ และจะอ่านให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟัง เมื่อข้อความถูกต้องเรียบร้อย ผู้ทำพินัยกรรมและพยานก็ลงชื่อไว้ จากนั้นนายอำเภอจะลงวันที่ เดือน ปี และลงลายมือชื่อไว้ แล้วเขียนบอกว่าพินัยกรรมที่ทำขึ้นนั้นถูกต้องทั้งหมด แล้วประทับตราตำแหน่งนายอำเภอเป็นอันเรียบร้อย
--------4.--แบบเอกสารลับ ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนพินัยกรรมด้วยตนเอง หรือให้ผู้อื่นเขียนแทนก็ได้ และต้องลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมไว้ด้วย ปิดผนึกพินัยกรรม แล้วนยำไปที่ว่าการอำเภอ ยื่นต่นายอำเภอและพยานอย่างน้อย 2 คน และแจ้งความจำนงต่อนายอำเภอและพยานว่าตนเป็นผู้เขียนเอง หรือถ้าให้ผู้อื่นเขียนให้ จะต้องบอกชื่อและที่อยู่ผู้เขียนให้ทราบ เมื่อนายอำเภอจดถ้อยคำและวัน เดือน ปี ที่ได้ทำพินัยกรรมไว้บนซอง แล้วก็ประทับตราตำแหน่งและลายมือชื่อบนซอง พร้อมกับผู้ทำพินัยกรรมและพยานด้วย
--------5.--แบบทำด้วยวาจา ในกรณีที่ตกอยู่ในอันตรายใกล้เสียชีวิต ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้ทำด้วยวาจาได้ โดยแสดงเจตนาทำพินัยกรรมต่อหน้า พยานอย่างน้อย 2 คน แล้วพยานทั้งสองนั้นจะต้องไปแสดงตนต่อนายอำเภอ แล้วแจ้งขอทำพินัยกรรม และพฤติกรรมพิเศษด้วย นายอำเภอจะจดข้อความนั้นไว้ แล้วพยานทั้ง 2 คนลงลายมือชื่อหรือถ้าลงลายนิ้วมือต้องมีพยานเพิ่มขึ้นอีก 2 คน เพื่อรับรองลายนิ้วมือด้วย
หากพินัยกรรมที่ทำขึ้นมามีการขูด ลบ ตก เต็ม หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไข ซึ่งจะทำให้พินัยกรรมนั้นไม่สมบูรณ์ หากพินัยกรรมที่เขียนขึ้นเป็น แบบธรรมดา จะต้องลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คน และพยานต้องลงลายมือชื่อด้วย ถ้าเป็นแบบเขียนเองต้องลงลายมือชื่อกำกับไว้ทุกแห่ง ถ้าเป็นเอกสารฝ่ายเมืองทำโดยพยานและนายอำเภอเป็นคนลงลายมือชื่อกำกับ ส่วนแบบเอกสารลับผู้ทำพินัยกรรมเป็นคนลงลายมือชื่อกำกับไว้
จะเห็นได้ว่าการทำพินัยกรรมนั้นมีหลายแบบ สามารถทำได้ไม่ยาก ดังนั้นถึงแม้จะมีทรัพย์สินเพียงเล็กน้อย ก็ควรทำพินัยกรรมไว้ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ ถ้าไม่อยากให้ลูกหลานมีปัญหาเรื่องแย่งมรดกตามมาภายหลัง
ผู้จัดทำ นางสาวเสาวภา รปศ. 502
เนื้อหาดี มีสาระ เวลาใครอ่านจะได้มีความรู้เพิ่มขึ้น
ตอบลบ