ยินดีต้อนรับสู่กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ห้อง รปศ. 502

วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552

KFG 502

สิทธิที่จะตาย (ข้อโต้แย้งในสังคมไทย)

........การตื่นตัวเรื่องสิทธิการตายในสังคมไทยกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น จะเห็นว่า ปัจจุบันมีกลุ่มต่างๆ เกิดขึ้นหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มพุทธิกา ที่ประกอบด้วยสมาชิกจากหลากกลุ่มอาชีพที่สนใจการดูแลผู้ป่วยวาระสุดท้ายในมิติ กาย-จิต-สังคมมากขึ้น และเห็นว่า การแพทย์แบบประคับประคอง ให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายเผชิญกับการเจ็บปวดทรมานน้อยที่สุดเป็นสิ่งที่การแพทย์สมัยใหม่ควรศึกษาอย่างรอบคอบสิทธิการตาย มาตรา 24 ระบุไว้ว่า “บุคคล มีสิทธิแสดงความจำนงเกี่ยวกับวิธีการรักษาพยาบาลหรือปฏิเสธการรักษาที่เป็นไปเพื่อการยืดชีวิตในวาระสุดท้ายในชีวิตของตนเอง เพื่อการตายอย่างสงบและมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์”
........โดยมีคำชี้แจงว่าเพื่อให้บุคคลมีสิทธิเลือกตายอย่างสงบ และมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ในบั้นปลายของชีวิต โดยไม่ยืดชีวิต หรือถูกแทรกแซงการตายเกินความจำเป็น และเพื่อไม่ให้เป็นภาระทุกๆ ด้าน โดยให้มีสิทธิแสดงความจำนงล่วงหน้า ในร่างพ.ร.บ. นี้ ไม่ได้กล่าวถึงการให้แพทย์มีสิทธิ์ฆ่าผู้ป่วยด้วยความสงสาร (การุณยฆาต) และไม่ได้กล่าวถึงการให้แพทย์ช่วยให้ผู้ป่วยฆ่าตัวตายด้วยการจัดหาอุปกรณ์ปลิดชีพให้ผู้ป่วย มาตรา 10 ระบุว่า ‘บุคคล มีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน’

บทสรุป สำหรับสิทธิการตาย
ประมวลแนวคิดหลักว่าด้วยวาระสุดท้ายแห่งชีวิตและสิทธิการตาย รวม 3 มิติ ได้แก่
........1. มิติด้านชีวการแพทย์ ซึ่งให้ความสำคัญกับกลไกการทำงานทางกายภาพเป็นหลัก แยกความตายและร่างกายออกจากกัน
........2. มิติด้านกาย-จิต-สังคม ให้ความสำคัญด้านจิตใจ ครอบครัว ให้โอกาสผู้ป่วยและครอบครัวมีส่วนร่วมในกระบวนการรักษาด้วย โดยมีมาตรการทางการแพทย์ให้การช่วยเหลือ เพื่อจัดการกับความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย
........3. มิติด้านจิตวิญญาณ ให้ความสำคัญว่าชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่มีอะไรเป็นตัวตนถาวรและความตายไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง
.........ดังนั้นมิติการมองชีวิตและความตาย สังคมไทยอาจมีแนวทางปฏิบัติเรื่องวาระสุดท้ายแห่งชีวิตและสิทธิการตายได้ตรงและสอดคล้องกับกระบวนการและหลักประกันความมั่นคงแห่งมนุษยชาติได้อย่างลงตัว ไม่เกิดความขัดแย้งระหว่างวิทยาศาสตร์และจริยศาสตร์และให้พิจารณาทุกอย่างเป็นอนิจจัง การเลือกที่จะตายเมื่อเผชิญกับภาวะสุดท้ายแห่งชีวิตควรถือหลักปัจจัยเหตุประการใดบ้างที่ทำให้คนที่จากไปก็สงบและมีศักดิ์ศรี ในขณะที่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่รู้สึก “สูญเสีย” สิ่งที่เป็นที่รัก หรือ “สิ้นสุดภาระ“ ที่จะดูแล เพราะความรู้สึกทั้งสองประการนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และมีนัยต่อการยอมรับ “การุณยฆาต” ในสังคมไทยอย่างยิ่ง

จัดทำโดย
นางสาวสุวรรณา นาฮัมผล รปศ.502

สิทธิการตาย

........คนเราเกิดมาทุกคนล้วนต้องตายเราคงคุ้นเคยกับคำนี้ดีและใครๆหลายคน มักจะใช้คำพูดนี้ปลอบใจผู้ซึ่งกำลังเผชิญอยู่กับความเศร้าเสียใจ โดยทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง ไม่มีอะไรคงทนถาวร มีการเกิด แก่ เจ็บ และตายเป็นเรื่องธรรมดา อยู่ที่ว่าแต่ละคนจะเผชิญกับความตายในรูปแบบไหน

……..ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์มีความทันสมัยและก้าวไกลไปมากมีนวัต กรรมใหม่ๆที่สามารถช่วยรักษาผู้ป่วยได้ค่อนข้างหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่สามารถช่วยยื้อชีวิตของผู้ป่วยให้อยู่รอดต่อไป แต่ก็ต้องตกอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เป็นส่วนใหญ่ หรือที่เรียกกันว่าอยู่ในสภาพ ตายทั้งเป็นนั่นเอง ซึ่งแม้การที่สามารถช่วยยื้อชีวิตของผู้ป่วยไว้ได้ และจะทำให้ผู้ที่เป็นญาติ พี่น้อง หรือคนที่รัก คลายความโศกเศร้าลงได้ แต่ข้าพเจ้าคิดว่า นั่นเป็นการทรมานผู้ป่วยมากกว่า เพราะผู้ป่วยคงต้องทนทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก

.........ดังนั้น การที่มี พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ในมาตรา 12 ขึ้นมา จึงมีประโยชน์มาก เพราะในมาตรานี้ ทำให้เกิดสิทธิขึ้น 2 อย่างด้วยกัน คือ

  • สิทธิการตาย เป็นเจตจำนงของผู้ป่วยเองโดยตรงที่จะตาย (อย่างมีศักดิ์ศรี?)
  • สิทธิที่จะฆ่า ทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขเช่น แพทย์หรือพยาบาล สามารถละเว้นการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโดยไม่ผิดกฎหมาย

ใใใใผลดีที่เกิดกับผู้ป่วยและแพทย์จากการใช้มาตรานี้คือ ผู้ป่วยไม่ต้องกังวลว่าจะตกอยู่ในสภาพตายทั้งเป็น และลูกหลานก็ไม่ถูกครหาว่าเป็นคนอกตัญญู เพราะเป็นเจตจำนงของผู้ป่วยแต่เพียงผู้เดียว สำหรับแพทย์นั้นก็ไม่ต้องกังวลในการกระทำดังกล่าวว่าจะผิดกฎหมายแต่อย่างใด เพราะ เมื่อป่วยเป็นโรคร้าย เราก็สามารถยุติความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเราเอง

จัดทำโดย เสาวภา รปศ. 502

สิทธิการตายกับสังคมไทย

........ปัจจุบัน เรามีเทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยยืดและต่ออายุการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายที่ล้มเหลว ทำให้ผู้ป่วยในวาระสุดท้ายบางรายมีชีวิตอยู่ด้วยความช่วยเหลือของเครื่องมือทางการแพทย์ที่ช่วยยืดอายุการทำงานของร่างกายออกไป ไม่ว่าจะเป็นเครื่องช่วยหายใจ เครื่องปั๊มหัวใจ สายระโยงระยางที่ห้อยแขวนทั่วร่างเพื่อช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายที่ใกล้หมดสภาพ ทั้งหมดทั้งปวงเป็นไปเพื่อยืดวันเวลาในการตายออกไป มันเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะยื้อชีวิตของเราไว้ได้อีกระยะหนึ่งแต่คำสอนของพุทธศาสนาที่ว่า “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” ที่มีมานับเป็นพันๆ ปียังคงเป็นสัจธรรมที่เราทุกคนหลีกหนีไม่พ้น จุดสุดท้ายปลายทางคือความตายที่คนส่วนใหญ่ไม่อยากพานพบ แต่ในอีกบางมุมของสังคม มีคนบางกลุ่มอยากที่ไปสู่จุดนั้นเร็วๆ บ้างก็ทำถึงขั้นฆ่าตัวตาย บ้างก็อยากตายแต่ไม่กล้าฆ่าตัวตายแต่ร้องขอให้แพทย์ พยาบาล ญาติพี่น้อง ที่คอยดูแลเป็นผู้กระทำ ในบ้านเราคงเคยได้ยินคำว่า “การุณยฆาต” กันบ้าง
........“การุณยฆาต” หมายถึง การกระทำ หรืองดเว้นการกระทำ อย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้บุคคลที่ตกอยู่ในสภาวะน่าเวทนา เดือดร้อนแสนสาหัส เนื่องจากสภาวะทางร่างกาย หรือจิตใจไม่ปรกติ ขาดการรับรู้เรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น ทำการรักษาให้หายไม่ได้ ดำรงชีวิตอยู่ต่อไป ก็มีแต่จะสิ้นสภาพการเป็นมนุษย์ จบชีวิตลงเพื่อให้พ้นจากความทุกข์ทรมาน รักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และจำกัดความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจ
........และดิฉันคิดว่าแทนที่จะเข้าวัดทำบุญ กลับต้องวนเวียนเข้าโรงพยาบาลเพื่อให้ได้รับการรักษาที่แพทย์เองก็รู้ดีว่าได้แต่เพียงยืดระยะเวลาการทนทุกข์ออกไปอีก หลายครั้งที่เข้าโรงพยาบาลไปแล้วแต่ไม่สามารถกลับมาอยู่บ้านเพราะจำเป็นต้องใช้เครื่องมือยื้อยุดฉุดชีวิตที่มีแต่เฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น ภาพแบบนี้มีให้เห็นกันในทุกๆ โรงพยาบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค 30 บาทที่หลายคนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

โดย นางสาวเสาวภาคย์ แซ่หลี รปศ. 502 เลขที่ 39 (เองค่ะ)