........“คนเราเกิดมาทุกคนล้วนต้องตาย” เราคงคุ้นเคยกับคำนี้ดีและใครๆหลายคน มักจะใช้คำพูดนี้ปลอบใจผู้ซึ่งกำลังเผชิญอยู่กับความเศร้าเสียใจ โดยทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง ไม่มีอะไรคงทนถาวร มีการเกิด แก่ เจ็บ และตายเป็นเรื่องธรรมดา อยู่ที่ว่าแต่ละคนจะเผชิญกับความตายในรูปแบบไหน
……..ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์มีความทันสมัยและก้าวไกลไปมากมีนวัต กรรมใหม่ๆที่สามารถช่วยรักษาผู้ป่วยได้ค่อนข้างหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่สามารถช่วยยื้อชีวิตของผู้ป่วยให้อยู่รอดต่อไป แต่ก็ต้องตกอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เป็นส่วนใหญ่ หรือที่เรียกกันว่าอยู่ในสภาพ “ ตายทั้งเป็น” นั่นเอง ซึ่งแม้การที่สามารถช่วยยื้อชีวิตของผู้ป่วยไว้ได้ และจะทำให้ผู้ที่เป็นญาติ พี่น้อง หรือคนที่รัก คลายความโศกเศร้าลงได้ แต่ข้าพเจ้าคิดว่า นั่นเป็นการทรมานผู้ป่วยมากกว่า เพราะผู้ป่วยคงต้องทนทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก
.........ดังนั้น การที่มี พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ในมาตรา 12 ขึ้นมา จึงมีประโยชน์มาก เพราะในมาตรานี้ ทำให้เกิดสิทธิขึ้น 2 อย่างด้วยกัน คือ
- สิทธิการตาย เป็นเจตจำนงของผู้ป่วยเองโดยตรงที่จะตาย (อย่างมีศักดิ์ศรี?)
- สิทธิที่จะฆ่า ทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขเช่น แพทย์หรือพยาบาล สามารถละเว้นการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโดยไม่ผิดกฎหมาย
ใใใใผลดีที่เกิดกับผู้ป่วยและแพทย์จากการใช้มาตรานี้คือ ผู้ป่วยไม่ต้องกังวลว่าจะตกอยู่ในสภาพตายทั้งเป็น และลูกหลานก็ไม่ถูกครหาว่าเป็นคนอกตัญญู เพราะเป็นเจตจำนงของผู้ป่วยแต่เพียงผู้เดียว สำหรับแพทย์นั้นก็ไม่ต้องกังวลในการกระทำดังกล่าวว่าจะผิดกฎหมายแต่อย่างใด เพราะ เมื่อป่วยเป็นโรคร้าย เราก็สามารถยุติความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเราเอง
จัดทำโดย เสาวภา รปศ. 502
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น